i'm backkkkkkkkk!! >__<

posted on 23 Apr 2014 02:32 by misa1994
อะแฮ่มๆๆKiss
 
ขอเวลาทำความสะอาด ปัดฝุ่นบล็อคซักแปป-w- แหม่ ไม่ได้มาเขียนนานขนาดนี้ ถ้าเป็นห้องคงจะฝุ่นเกาะหนาเตอะ กี่ปีแล้วล่ะ โถ่
 
เข้ามาหลายครั้ง อ่านเอนทรี่เดิมๆ คิดไปคิดมาหลายรอบว่าจะเริ่มเอนทรี่ใหม่ดีมั้ยน๊อออ
สุดท้ายด้วยความที่ไม่มีอะไรทำ ก็กลับมาเขียนจนได้555
แต่ก็เพราะไม่มีอะไรทำนั่นแหละน่ะ นอนไม่หลับด้วย
 
ครั้งสุดที่เขียนก็ 3ปีได้แล้วเนอะ เอนทรี่สุดท้ายที่เขียนไว้ก็ดันเกียวกับความรัก ที่มีให้เพื่อนคนนั้น
ตอนนี้ ยังคบกันอยู่นะเฟ้ยยยย555 
 
ก็นั่นแหละนะ หลังจากที่เขียนเอนทรี่ที่แล้วไป ก็ได้ตกลงปลงใจคบกันจริงจัง แล้วก็ยาวเรื่อยมาจนตอนนี้ 3ปี... บอกตามตรงว่าไม่เคยคิดเลยว่าจะอยู่กันได้ยาวถึงขนาดนี้ ทั้งๆที่ทะเลาะกันแทบทุกวัน จิกกัดกัน ตบตีกันแทบทุกวัน นับวันที่ไม่ทะเลาะกันได้เลยอะปีๆนึงเนี่ย บ่อยมากจริงๆ แต่ก็ประคับประคองกันมาถึงทุกวันนี้
 
มันเป็นความสุขแบบซาดิสม์ไงไม่รุ้เนอะ เหมือนตัวเองเป็นมาโซคิสม์เลย555 เป็นพวกที่ชอบความเจ็บปวดแน่ะ คนที่ดีๆเข้ามาในชีวิตเยอะนะ แต่ก็ยังเลือกคนนี้ ทั้งๆที่ต้องร้องไห้ตั้งไม่รุ้กี่ครั้ง โดนด่าโดนว่าก็ยังยอมอยู่ตรงนี้ แต่เขาไม่ได้เป็นคนเลวร้ายนักหรอกนะ เขาก็เป็นคนดีในระดับนึงเลยล่ะ ไม่เคยมีเรื่องผู้หญิงให้ระแคะระคาย ขี้หึง ขี้หวง แถมยังขี้อ้อนเหมือนลูกแมว เป็นคนน่ารักมากๆถ้าเขาอารมณ์ดีน่ะนะ แต่ถ้าให้ร้ายขึ้นมา..ยิ่งกว่าพายุเฮอริเคนซะอีก ขี้วีน ขี้เหวี่ยง ไม่ค่อยจะมีเหตุผล เอาง่ายๆคือเหมือนผู้หญิงเป็นประจำเดือนอยู่ตลอดเวลา555 หน้านี่หงิกงอตลอดเวลาอากาศร้อนๆ เจอกันไม่ยิ้มให้ แต่ก็แปลกที่เรามีความสุขที่ได้เจอเขาทั้งๆที่เขาก็หน้าบูดหน้าบึ้งเป็นตูดเลย55 อ๊ะ ที่ว่าๆมาเนี่ย ตอนนี้ก็ไม่ได้แย่ขนาดนี้แล้วนะ ตอนนี้เขาหัดเอาใจเราขึ้นมาบ้างแล้วล่ะ จากที่ไม่เคยยอมเวลาทะเลาะ ทิฐิสูงไม่ยอมขอโทษ ตอนนี้ก็ยอมอ่อนๆลง 
 
เพราะเรื่องที่เลิกกันไปเมื่อปลายปีที่แล้ว มันเปลี่ยนนิสัยเราทั้งสองคนไปหลายๆอย่าง ตัวเราที่เคยใช้ความอดทน ต้องพยายามอดทนอดกลั้น ไม่พอใจไม่ค่อยพูดเพราะคิดว่าปัญหาจะได้ไม่เกิดไม่ทะเลาะกัน (แต่มันก้ยังมีปัญหากันอยุ่ดี) ก็เลยติดนิสัยเป็นคนไม่ค่อยพูด ถ้าไม่พอใจก็จะเก็บไว้ เลยกลายเป็นต้นเหตุของการระเบิดอารมณ์หลายๆครั้ง ตัวแฟนเองก็เป็นคนไม่มีเหตุผล ชอบวีนชอบเหวี่ยง เอะอะก็งอน ชอบหาเรื่องทะเลาะ ชอบตะคอก พูดไม่คิด ไม่พยายามเข้าใจตัวเรา และอีกบลาๆๆ ตอนที่แฟนกลับมาง้อ มันกลายเป็นการเปลี่ยนครั้งใหญ่ของเราทั้งสองคนเลย เพราะตอนแรก ตัวเราว่าจะไม่กลับไปแล้ว เพราะมันหมดความอดทนจริงๆแต่ก็สู้ใจตัวเองไม่ไหว ก็ใจอ่อนยอมเขาจนได้ พอกลับมา ตัวเราเปลี่ยน ตัวเขาเปลี่ยน ตรงข้ามกันเลย 555 เรากล้าที่จะพูดในสิ่งที่คิดมากขึ้น ตรงไหนไม่พอใจก็จะพูดออกไป ไม่เก็บกดไว้ รู้สึกดีขึ้นนะ เพราะไม่มีระเบิดอารมร์ละ555 ส่วนแฟนก็เอาใจใส่ความรุ้สึกเรามากขึ้น มีเหตุผล ทิฐิลดลง ยอมเราบ้างเป็นบางครั้ง  ตามใจเรามากขึ้นจากที่เมื่อก่อนเราจะเป็นคนตามใจเขา ทะเลาะกันก็ยอมๆกัน จนตอนนี้ กลับมาคบกันใหม่ได้ เกือบครึ่งปีละมั้ง ก็ยังทะเลาะกันบ้างนะ แต่ไม่ถี่เท่าเมื่อก่อนแล้ว ก็รุ้สึกว่าโอเคนะ แต่ไม่รุ้จะโอเคได้ถึงเมื่อไหร่ ชีวิตเราไม่มีอะไรแน่นอนหรอก ใช่มั้ยล่ะ
 
ตลกดีนะ ความรักเนี่ย ต่อให้โดนทำร้ายจนเจ็บแค่ไหน ต่อให้เขาทำตัวแย่ๆกับเรา ต่อให้มีคนดีๆเข้ามาในชีวิตเรามากมาย สุดท้าย ความรุ้สึกเราก็จะมีให้ได้แค่คนเดียว 
แบบว่า เจ็บแค่ไหนก็ยอมไรประมาณเนี้ยยย  โอ้ยน้ำเน่าสุดๆอะบอกเลย แต่ชีวิตจริงแมร่งยิ่งกว่าละครT^T
 
พร้ำเพ้อถึงแฟนละมึงความสุขว่ะ555555 โอ้ยกำ สงสัยจริงๆนะเนี่ย เราเป็นพวกมาโซแน่ๆเลย=[]=!
 
 
 
 
 
เรื่อยเปื่อยล่ะฉัน
อ่านย้อนๆไปจนถึงPre-degreeของ ม.ราม แหมมมม่ เจ็บช้ำ บอกตรงๆ 4ปี ละ ยังเรียนไม่จบเลย555555ไม่รุ้ชาติไหนจะจบเนี่ย เรียน2ที่ควบไปนี่ปัญหาเยอะมากๆเลยอ่ะ ตอน ม ปลายก็ไม่ค่อยมีเวลา ยิ่งขึ้นมหาลัยนี่ยิ่งไม่มีเวลาใหญ่เลย ยิ่งทำกิจกรรมด้วยแล้ว โอ้แม่เจ้าาาาา! แทบจะเป็นลม ช่วงใกล้สอบเนี่ย เป็นอะไรที่วุ่นวายมากๆ ทั้งเรียนซัมเมอร์ของมหาลัยหลัก แล้วก็สอบของมหาลัยราม แย่ๆ เทอมที่ผ่านมานี่ก็ขาดไปตั้งหลายวิชา ดูท่าจะจบยากแล้วแหละT^T แต่ก็ สู้โว้ยยยยยยย ไหนๆก็เข้ามาแล้ว ต้องเอาใบปริญญาออกมาให้ได้ โอ๊สสสสสสสสสสสสสสส!!! @>_<@
 
 
 
 
หูยยยยย ตายละ เขียนยาวมาก รู้สึกจะเก็บกด5555555 พอๆก่อนดีกว่า เอาไว้ว่างๆคงจะมาระบายลงบล็อคอีก ไม่รุ้จะระบายทางไหนละ ขอแค่ให้ได้พิมระบายมันออกมาเป็นพอ 55555
 
 
นอนจ้านอนนนนน sweetdream Wink

18/ก.พ./2554

posted on 18 Feb 2011 18:22 by misa1994
ว๊า ไม่ได้เข้ามาอัพตั้งนานแน่ะ ปีใหม่ก็ผ่านไปแล้ว วันเกิดก็ผ่านไปแล้ว เรื่องราวต่างๆมากมายผ่านไป เผลอแปปเดียว จะขึ้นม.5แล้วล่ะ ไวจังเลยนะ ทั้งๆที่เมื่อก่อน เวลากว่าจะผ่านไปแต่ละปีนี่มันช้าเหลือเกิน คงจะจริงอย่างที่เขาพูดกันว่า ชีวิตม.ปลายน่ะ เป็นช่วงที่มีความสุขที่สุดในชีวิต ทำให้เวลามันผ่านไปรวดเร็วขนาดนี้
จะขึ้น ม.5แล้ว >w< เหมือนจะดีใจนะ 55 งานยังส่งไม่ครบเลยอ่าT^T วันจันทร์นี้จะสอบแล้ว สอบครั้งสุดท้ายของ ม.4 แต่ไม่แน่นะ มันอาจจะมีซ่อม ฮ่าๆ ไม่อาจจะ อะ มันต้องซ่อมแน่ๆ 555 ติด ร หลายตัวอยุ่T^T เวรกรรมแล้วอะ 55 ไหนเรื่องสอบของ ม.ราม อีก ไม่รุ้ว่าจะผ่านรึเปล่า ต้องฟิตกันหนักๆแล้วล่ะ = ='' จะทำได้มั้ยเนี่ย
รุ้สึกว่า แปปเดียวเอง เหมือนเพิ่งขึ้น ม.4 เมื่อวาน 55 จะขึ้นม.5แระ เวลามันไม่พอจริงๆT^T จะ 1 ปีแล้วสินะ ที่รุ้จักเพื่อนใหม่ๆ เรื่องราวต่างๆมากมาย 55
ระหว่าง "เพื่อน กับ แฟน" คิดว่าหลายคนคงรู้ว่า 2คำนี้มันต่างกันมากมายขนาดไหน แต่เราเอง ไม่เคยรุ้สึกว่ามันจะแตกต่างกันขนาดนี้T^T เราเองก็มีแฟนมา3-4คนแล้วนะ แต่กับคนนี้ เปนคนแรกที่เริ่มจากการเป็นเพื่อนกัน แล้วเป็นเพื่อนกันมาจะปี1 แล้วด้วย ไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่า เพื่อนที่เล่นกันมาตลอด จะมาชอบกัน และจเป้นแฟนกันอย่างนี้ ยอมรับเลยว่าครั้งแรกที่เจอกันในตอนเรียนปรับพื้นฐาน ความคิดแรกเลย"เห้ย แม่งเป็นเกย์ป่าววะ? 55" ไม่ได้คิดอะไรเกินมากมายแบบนี้ แต่ความคิดในตอนนี้ "กุเผลอใจให้มันไปตั้งแต่เมื่อไหร่วะ? 55" ตลกตัวเอง ไม่เคยมีความคิดจะเอา เพื่อนมาเป็นแฟนเลยนะ
          ความรู้สึกแตกต่างกัน รุ้สึกว่าตัวของเราเองก็ไม่เหมือนเดิมด้วย งี้งอนขึ้น ทั้งที่เมื่อก่อนตอนเป็นเพื่อนกัน เราไม่เคยเปนอะไร มันจะไปเล่นกะคนอื่น ก็ไม่เคยงอน งอนไปก็ไม่มีคนง้อ= ='' แต่ตอนนี้ แค่มันไปเล่นกะคนอื่นไม่ว่าจะเป็นผุ้หญิงผุ้ชายเราก็หึงหมด หวงหมด! ทำไมล่ะ! ถึงมันจะเหมือนเกย์ก็เหอะ แต่ไม่ใช่นะ! ยืนยัน นอนยันได้เลย
เพื่อนเราคนนึงก็เคยพูดเมื่อนานมาแล้วว่า "ไอสองคนนี้นะ มันแกล้งกันเล่นแบบนี้บ่อยๆ เดี๋ยวก็ได้รักกันจริงๆจนได้" ตอนนั้นที่เราฟัง เราก็หัวเราะ มันจะเป้นไปได้ไง 55555 เพื่อนกันนะเว้ย
แต่ตอนนี้... ที่มันพูด เป็นเรื่องจริง เรารักมันจริงๆจนได้ ตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รุ้ ที่เราแอบมอง ที่เราหวง ที่เราแคร์
วันพฤ. 10 กุมภา ที่ผ่านมาเนี่ย เรากะลังนั่งอยุ่กะเพื่อนคนนี้ ก็มีรุ่นน้องที่เราสนิท2คนเข้ามาหา แล้วก็ถามขึ้นมาว่า"พี่ๆ พี่2คนเป็นแฟนกันหรอ?" เหมือนจะพูดเล่นนะ แต่เราก็บอกว่า มันเป็นเมียพี่เอง=w=  55 เราก็ไม่รุ้ว่า เพื่อนเราดูหงุดหงิดตั้งแต่เมื่อไหร่ ไม่ยอมพูดไม่ยอมคุย เดินหนี ไม่ยอมมานั่งข้างๆ ทั้งที ปกติมันก็มานั่งอยุ่ข้างๆตลอด เดินไปหาก็ไม่เคยเดินหนี พอตอนกลับบ้าน ก็เดินกลับด้วยกันมันก็ทำหน้าเครียดมาตลอดทาง= ='' ถามว่าเป็นอะไรก็ไม่บอก คิดอะไรอยู่ก็ไม่บอก เราก็คิดมากดิ จะร้องไห้TT ทำไมอยุ่ดีๆก็ไม่คุยด้วย
วันนึง เราถามมันไป "ที่ทำแบบนี้น่ะ .. เพราะเราเป็นเพื่อนกันหรอ?" คำตอบที่ได้คือ..."นั่นแหละ ที่สิ่งที่ฉันกำลังคิดอยู่" เรางี้อ๋อเลย ว่าทำไมตอนนั้นที่น้องถามว่าเราเป็นอะไรกัน มันถึงได้เงียบๆทำหน้าคิดอะไรอยุ่ตลอดเวลา ยอมรับเหมือนกันว่า เราก็กำลังคิดอยุ่ ว่าที่เราทำอะไรมากมายที่มันเกิดเส้นบางๆที่เรียกว่าเพื่อนมา(มาก)เนี่ย เพราะเรายังเป็นเพื่อนกัน คิดเหมือนกันสินะ
หลังจากนั้น มันก็บอกว่า มันน่ะ หวั่นไหวตั้งแต่เราเรียกมันว่า เมีย เราเรียกเพื่อนคนนี้คนเดียวว่าเมีย แล้วก็เรียกมาตั้งนานแล้วนะ ตั้งแต่ ม.4 เทอม1 แล้ว เราก็ตกใจที่มันบอกว่ามันหวั่นไหวกับคำว่า เมีย ที่เราเรียก แต่คนที่เรียกมันว่าเมียก็มีตั้ง2คนนะ เผลอๆมีมากกว่านั้นอีก เพราะมันสนิทกับเพื่อนผู้หญิงเยอะ(เหตุผลนนึงที่เราหึงมันมาก) ดีใจนะที่รุ้ว่า หวั่นไหว เราเองก็หวั่นไหว ตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รุ้ ที่ต้องเข้าไปหอมแก้ม เข้าไปกอด ทุกวัน ทุกวัน จนชินอ่ะ ขาดไม่ได้เลย
จนตอนนี้ เราก็ยังทำเหมือนปกตินะ กอดได้ หอมแก้มได้เหมือนเดิมแถมรุ้สึกดีกว่าปกติด้วย>w< เพราะรุ้ความรุ้สึกของกันและกันแล้วล่ะมั้ง
แต่ก็ยังเป็นเพื่อนกันอยุ่นะ รอคำยืนยันแค่นั้น แต่ก็คงอีกไม่นานหรอก^^ เราก็รอได้ เหนบอกว่าอยากให้ผ่านสอบครั้งนี้ไปก่อน แล้วจะบอกเราอีกที เราก็เข้าใจนะ เพราะเราเป็นพวกติดแฟน ถ้ามีแฟนตอนนี้เราก็ไม่มีสมาธิสอบพอดี ขนาดเดี๋ยวนี้วันๆนึงเรียนไม่รุ้เรื่อง เอาแต่มองมันอยุ่นั่นแหละ จะพยายามสอบให้ได้ละกัน
เห้อ~ แต่ก็ใช่ว่าจะมีแต่เรื่องดีๆนะ เราก็ทำอะไรแย่ๆไว้เยอะ ตอนเป้นเพื่อนกัน ไม่โทไปยังไม่รุ้สึกอะไร พอเป็นตอนนี้ ที่กึ่งๆกลางๆ เราไม่โทไป มันก็รอเราโทไปอะ พอรุ้ว่าเราทำให้เขาต้องรอ รุ้สึกผิดมากเลยอะ ไม่ใช่แค่ครั้งเดียวด้วย เมื่อวานนี้เป้นครั้งที่3แล้ว ที่เราทำเขารอเราโทไปจนดึก เรารุ้สึกผิดมาก รุ้สึกแย่มากๆที่ทำให้คนๆนึงต้องรอเราอะ T_____T'' ฮืออออ
เราแค่ยังไม่ชิน เพราะเมื่อก่อนตอนเรามีแฟน เราไม่เคยปล่อยปะละเลยอะไรขนาดนี้ แต่เราอยุ่นเดียวจนชินแล้ว เราเลยลืมไปว่า การเป็นแฟนกัน มันต้องทำอะไรบ้าง
รอเวลา....

Diary~ 18/ส.ค./2553

posted on 18 Aug 2010 21:12 by misa1994

ไม่ได้แวะมาตั้งน๊านนน นานน ประมาณว่ามัวแต่เล่นเกมอะ แหะๆ> < งานก็มีนะ แต่ไม่ทำรายงาน5เล่มยังไม่ได้แตะเลยอ่ะ คิดว่าใกล้จะตายแล้วล่ะ อิอิ อีก2อาทิตจะส่งแว้ววว เดี๋ยวค่อยทำๆ (แบบนี้ไงงานถึงไม่เสร็จ ; - -')

 

                ตอนนี้มีความสุขมากๆเลย > < คือว่าเรามีน้องแล้วววว~ น้องชายด้วย อ่า..จิงๆแระไม่ใช่น้องแท้ๆหรอก^^คือเพื่อนในห้องเรามาเรียกว่าพี่ แล้วเราเองก็อยากมีน้องแต่แม่ไม่มีอ่ะT^T น้องชายคนนี้เรารักมากกกกก หวงมากด้วย คิดว่าเป็นน้องจริงๆอ่ะ (เหมือนจะโรคจิตแล้วอ่ะT_T) แต่เพื่อนในห้องก็ชอบมาแซว คนเขาคิดเป็นพี่เป็นน้องกัน มันก็ยุให้เป็นแฟนกันอยุ่นั่นอะ แต่เราไม่แคร์ อิอิ น้องเราก็ไม่แคร์ ตอนนี้ไม่อยากมีแฟนอ่ะ แค่มีน้องชายคนนี้อยุ่ ต่อให้ไม่มีแฟนก็อยู่ได้

                 แต่.. ถ้าวันนึงน้องชายมีแฟนขึ้นมา พี่สาวคนนี้จะยังสำคัญอยุ่รึเปล่านะ คิดมากกจังT^T หวงน้องเว่อๆอะเรา วันไหนที่น้องชายไม่ค่อยสนใจ พี่สาวคนนี้ก็รุ้สึกไม่ค่อยดีเลย เศร้าเลยอะT_T

                 มั่นใจจริงๆนะว่าไม่ได้คิดอะไรเกินเลย รักแบบน้องและรักมากกๆ ถ้ามีแฟน ยังไม่รักแฟนขนาดนี้เลย= ='' ตอนที่เพื่อนในห้องเหนเราติดน้องมากๆมันก็คิดไปเรื่อยเปื่อยกันว่า มันพี่น้องกันจิงป่ะเนี่ยย แล้วก็มีคนอื่นมาเรียกเราว่าพี่ด้วย แต่มันไม่ได้ให้ความรุ้สึกว่าน้องเลย-*- มันพูดกวนกันชัดๆเลยอะ ไม่เหมือนกับน้องชายเรา> < เขามาเรียกเราว่าพี่แล้วรุ้สึกชื้นใจ อยู่ใกล้ๆแล้วอบอุ่นๆ สงสัยคงเพราะเขาเป็นผู้ชายตัวเล็กๆล่ะมั้ง เลยให้ความรุ้สึกเหมือนน้องชาย เราเองก็ตัวสูงกว่า(เยอะ)คงจะเหมือนพี่สาวจริงๆอะนะ

                 มีเพื่อนบอกว่า "ตอนนี้คิดแบบน้องแต่ในอนาคตพัฒนาได้" -*- เอาจริงๆเลยว่าถ้าเกิดคิดเป็นแฟนขึ้นมามันรู้สึกแปลกๆจริงๆนะ เรียกแทนตัวเองว่า 'พี่'พอเป้นแฟนแล้วจะให้เรียกแทนตัวเองว่า 'เค้า' อ่ะหรอ ทำม่ายด้ายยยยย เค้าๆๆ ตะเองๆๆ แบบนี้อ่ะนะ= ='' โห เศร้าเลย

                   ไม่รุ้ล่ะ..  ตอนนนี้รักน้องชายที่สุดเลยยย> <

 

Diary~* 20/06/2553

posted on 20 Jun 2010 18:01 by misa1994

ในที่สุดก็เคลียร์ คุยกันแล้ว..

 

เป็นเพื่อนกัน ดีที่สุด

 

                  ตานั่นมันมีแฟนแล้วจริงๆด้วย เราก็ไม่ได้เจ็บอะไรมากหรอก เพราะเราแค่ชอบ เราไม่ได้รักมากอะไรขนาดนั้น เราก็ไม่ได้รุ้สึกอะไรมาก แต่ก็ชอบไปแล้วนี่นะ จะบอกว่าไม่รุ้สึกอะไรเลยก็ไม่ได้ เราไม่อยากเป็นมือที่สามด้วย ไม่อยากเห็นคนเลิกกัน ถ้าเราไปทำให้ตานั่นกับแฟนเลิกกัน เราคงรู้สึกผิดไปชั่วชีวิต เราไม่บ้าถึงขนาดไปแย่งแฟนชาวบ้านหรอก 

                  ถ้าผู้หญิงคนนั้นเป็นคนนิสับไม่ดี แรดๆ เรียนแย่ ไม่มีไรดีเลย เราคงไม่ลังเลเลยที่จะไปแย่งตานั่นมา แต่นี่มันไม่ใช่! ผู้หญิงคนนั้นเป็นคนนิสัยดี สวยด้วย สูงกว่าเรา หุ่นดีกว่าเรา แถมเป็นนางรำของโรงเรียน เรียนเก่งอีก เพอเฟ็คมากจริงๆ เราเลยไม่อยากทำให้คนดีๆแบบนั้นต้องเสียใจ ตานั่นคบกับผู้หญิงคนนั้นก็ดีอยุ่แล้ว เราสิ ไม่ดีซักอย่าง ไม่ได้มีดีอะไร เขามีคนดีๆอยุ่แล้วนี่นะ คนที่ถอยออกมาควรจะเป็นคนมากกว่า 

 

 ผู้ชายในโลกนี้ไม่ได้มีคนเดียวซักหน่อย!! 

 

 

เข้าค่ายธรรมมะ 3วัน 2คืน เต็มๆ... >/l\< สาธุ~~

               มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณ์วิทยาลัย ตั้งอยู่ที่ อ.วังน้อย จ. อยุธยา

               งงล่ะสิ.. มันเกี่ยวอะไรกับจุฬาฯ 55 รุ้สึกมั้ยว่าชื่อมหาวิทยาลัยมันแปลกๆ ไม่ได้พิมผิดนะ มันชื่อนั้นจริงๆ คือมันเป็นมหาลัยที่ไว้สำหรับพระสงฆ์ เป็นมหาลัยลูกของมหาลัยจุฬาลงกรณ์ เหมือนพวก เตรียมอุดมฯ หอวังอะไรเงี้ย จุฬานี่เอาทุกอย่างจริงๆนะ หอวัง เป็นโรงเรียนของม.ต้น เตรียมอุดมเป็นของ ม.ปลาย ส่วนมหาจุฬาฯวิทยาลัยเนี่ย ก็เป็นของพระสงฆ์เรียน จะบอกว่าเข้าค่ายธรรมมะ...

สนุกมากกกกกกกกกกกกกกก~~~

                พระอาจารย์ตลกแล้วก็ให้ความรุ้ตลอดเวลา ฝึกสติ ฝึกระเบียบ 3วัน 2 คืนนี่ มีค่าจริงๆ เวลาผ่านไปไวมาก สถานที่ของที่นั่นสบายจริงๆนะ ห้องนอนมีแอร์ด้วย เย็นทั้งคืนเลย คืนแรกเปิดแอร์เย็นจัด นอนหนาวสั่นเลยอะ 55 คืนที่2นี่พอทน ไม่หนาวมาก

 

                 วันแรก..  วันพฤหัสฯที่10 - ใส่ชุดนักเรียนไปโรงเรียนตอนเช้า ออกเดินทางตอน8โมงครึ่ง ขึ้นรถบัสไป เด็ก4/5จองทั้งคันเลย 555 เพราะอาจารย์เขาให้ห้องละคัน นั่งฟังเพลงกันประมาณ5เพลงก็ถึงที่ปฎิบัติธรรมละ (เร็วมาก ตกใจเลยอะ= =") พอลงจากรถกันก็เอาของไปกองๆๆ กันที่ห้องเก็บของสัมภารก เอ๊ย สัมภาระ แล้วก็ไปรวมกันที่ห้องประชุม(เขามีชื่อภาษาอังกฤษด้วยนะ Meetting roomC) ไฮโซซะ! เป็นห้องประชุมติดแอร์ มีเก้าอี้เป็นพนักพิงแบบเอนได้ เหมือนในโรงหนังเลยอะ มาครั้งแรก ก็จะอธิบายเกี่ยวกับประวัติของมหาลัยแห่งนี้ จะบอกว่าที่นี่ใหญ่มากนะ เป็นสถานที่ประชุมพระศานาพุธทั่วโลกในวันวิสาขบูชาโลก เป็นสถานที่สำคัญที่หนึ่งของศานาพุธทั่วโลกเลยทีเดียว เพิ่งก่อตั้งขึ้นมาได้ประมาณ2ปีเอง ทุกอย่างเลยไม่ต้องห่วงเรื่องผีสาง 55 ที่นี่ก็จะมีพระอาจารย์รูปนึงที่เวลานั่งฟังพระอาจารย์พูดแล้วจะไม่ง่วงเลย ส่วนพระอาจารย์รูปอื่นมีงีบบ้างเป็นบางเวลา(อโหสิกรรมให้หนูด้วยเถอะค่ะT_T) ได้กินข้วมื้อเที่ยวตอนเที่ยงพอดีเป๊ะเลย แต่กว่าจะได้กินข้าวแต่ละมื้อ ทรมานมาก55 ต้องท่อง

"ข้าวทุกจาน อาจารทุกอย่าง...."

แล้วก็"ขอบคุณๆๆ ขอบพระคุณที่ท่านการุณนำอาหารมาให้...."

และ "กฎในการรับประทานอาหาร....." ท่องไปเหอะพ แต่ละมื้อ กว่าจะได้กิน ท่อง3บทนั้นอะ แถมมีการแบรกเป็นพักๆ เวลาที่กินเสียงดัง แต่ก็สนุกดี กินข้าวเสร็จก็ไปที่ห้องประชุมอีกครั้งนึง พอ 4โมงเย็นก็ให้ไปเอาของเก็บแล้วก็ไปทำธุระส่วนตัว แล้วก็เปลี่ยนชุดเป็นเสื้อสีขาว กางเกงวอม แล้วก็นัดมาที่ห้องประชุมอีกที่ตอน5โมงเย็น มีทำวัตรตอนเย็นด้วยนะส่วนมนต์ นั่งสมาธิ เราก็แอบหลับบ้าง อะไรบ้างไปเรื่อยอะ 555 แล้วก็ทำกิจกรรมจนถึงเวลา 3ทุ่มครึ่ง แล้ก็จะไปนอนกันตอน 4ทุ่ม เขาจะปิดไฟหมด น่ากลัวมากๆอะ T_Tเวลาที่ตึกมืดๆนะ บรื๋ออออ~~~ เราไปเดินเล่นๆๆ จน4ทุ่มอะแหละ แล้วก็เข้าไปนอนคุยกับเพื่อนให้ห้อง จนเที่ยงคืนครึ่ง! คุยกันจนคอแห้งอะ 555 คุยอะไรนักหนาไม่รุ้ เพื่อนอีกคนนึงหลับไป2ตื่นแล้วเรายังคุยไม่เสร็จเลย อิอิ

                   ตื่นตอนตี4ครึ่ง มาล้างหน้าแปรงฟันกัน แล้วก็ไปที่ห้องประชุมอีกตอนตี5 ไปนั่งทำวัตรตอนเช้า หลับด้วยแหละ หลับตาท่องกันเลยทีเดียว ขนาดนั่งสมาธิเรายังหลับเลย แอบไปเห็นเพื่อนข้างๆนั่งสัปหงกอยุ่ 555 เราก็สัปหงกเป้นเพื่อน กลัวเพื่อนหลับคนเดียว อิอิ พอทำวัตรเสร็จประมาณ6โมงกว่าๆก็ไปเดินจงกรมกัน เดินแบบเท้าเปล่ากันเลย เอ้อใช่! ที่อยุ่ที่นั่นอะ แทบจะไมได้ใช้รองเท้าเลยเหอะ เท้าเปล่าตลอดทั้งวัน ตั้งแต่ตื่นจนนอน อ่ะ กลับมาเดินจงกรมวันแรกเราก็เดินกับเพื่อนหรอก แต่พ่เช้าวันที่2เราเดินละเมออะ T_T อับอายมาก เดินเหมือนคนเมาแง่ะ เอียงซ้ายเอียงขวา เขินมากเลย 55

 

                ลัดมาสุดท้ายเลยละกัน เพราะวันอื่นๆก็ส่วนใหญ่จะทำแบบเดิมเหมือนกันทุกวัน วันสุดท้ายตอนที่กินข้าวเช้าเสร็จอะ เขาจะให้เวลาไปทำธุระประมารครึ่งชั่วโมงชิมิ? เพื่อนเราก็พาเดินไปอีกฝังนึงของตึก เพราะตึกมันจะเป็นรูป4เหลี่ยมจตุรัส เดินลัดหากันได้ไง แล้วชั้นของผู้หญิงกับผู้ชายมันชั้นเดียวกันมันเลยเดินหากันได้ แต่ปัญหามันคือ พระอาจารย์เขาไม่ให้ไปหากัน ถ้าจับได้จะได้3ดาว ส่งกลับบ้านเลย แบบว่าไม่คุ้นกับรูปทรงทางเดินของตึกอะนะ เดินกันยังไงไม่รุ้ ไปโผล่ฝั่งผู้ชายอะ ตกใจมากจริงๆ เดินๆอยุ่ดีๆ ก็เหนผู้ชายอยุ่ในห้อง วิ่งกันแทบไม่ทัน T_T ไม่รุ้จะอายไปถึงไหน อับอายจนพูดไม่ออกเลยอะ แถมตอนที่กำลังวิ่งกลับก็ดันมาเจอกลุ่มผู้ชายกลุ่มใหญ่อีกหนึ่งในนั้นก็มีเพื่อนผู้ชายของเราอยุ่ด้วย เป็นคนที่เราเล่นด้วยบ่อยๆ มันยังมีหน้ามาบอกว่า เฮ้ยๆๆผู้หญิงว่ะ ลากเข้าห้องเลยดีกว่า! o[]o!! ตัดสินใจวิ่งเลยค่ะ วิ่งอย่างเดียวเท่านั้น จริงๆแล้วมันพูดเล่นก็รุ้นะ มันไม่ลากจริงๆหรอก= =" นั่นเป็นความอับอายมากๆของเด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ4คน 555+ คิดแล้วตลกดี

 

พอๆๆๆ จบไดอารี่การไปเข้าค่ายธรรมมะ(?) 

อย่าไปคิดมาก ที่พระสอนมาต้องจำไว้ๆๆๆ ผู้ชายมันจะมาด้วยระบบ 4 ท.

-ทุ่มเท

-ทิ่มแทง

-ทำแท้ง

-ทอดทิ้ง

คิดแล้วกลุ้ม กลัวมันจะมาด้วยระบบ 4ท.เหมือนที่พระบอกอ่ะ

 

จบเถอะ= ="

คนที่คิดว่าใช่?

posted on 08 Jun 2010 15:14 by misa1994

ตอนนี้คิดว่ากำลังจะเจอคนที่ใช่ รึเปล่าไม่แน่ใจ ก็คิดว่าชอบเขานะ แต่ยังไม่ถึงกับรักหัวปักหัวปำหรอก ก็ไม่ใช่ใครที่ไหนหรอก ก็คนที่เคยบอกไปว่าอาจารย์จัดให้นั่งข้างๆกันตอนเรียนน่ะแหละ ตกหลุม(ชอบ)เขาซะแล้ว อาจจะชอบแบบเพื่อนก็ได้นะ เพราะเพิ่งเปิดเทอมมาได้ไม่ถึง3เดือนเลย เราก็ไมได้รักใครง่ายๆอะไรขนาดนั้น โอเค.. เอาเป็นว่า ตอนนี้แอบชอบ แต่ไม่รุ้ว่าเขาชอบเรารึเปล่านี่สิ

 

คือว่าเขาน่ะ..     เป็นนักกีฬานักบาสอ่ะนะ ไม่ใช่คนที่หุ่นบอบบางหรอก แอบมี ซิกแพคSix Pack ซะด้วยซ้ำ (เท่าที่สังเกตก็ไม่ได้เยอะเหมือนนักเพาะกายนะ อันนั้นน่ากลัว) แล้วอีกอย่าง สวยกว่าเราด้วยT_T อันเนื่องมาจากว่า หน้าหวาน ตานี่เยิ้มเชียว เพื่อนเราบอกว่ามองหน้ามันแล้วเลี่ยน = ="..เพราะตามันอ่ะแหละ เป็นน้ำเชื่อมเลย เหอๆ ดูท่าทางผู้หญิงชอบเยอะเหมือนกัน อาจจะเจ้าชุ้(?)ก็ได้

 

ปํญหามันอยุ่ที่ว่า.. ผู้ชายตัวเล็กกว่าอ่ะ จะดีหรอ???

                 ก็จริงอยุ่ที่ว่ามันเป็นนักบาส แต่เรื่องส่วนสูงนี่ไม่เหมือนนักบาสทั่วไปเลยอ่ะ รุ้สึกว่าจะตัวเตี้ยกว่าเรานะ คงจะประมาณ 160กว่าๆ หรืออาจจะไม่ถึงก็ได้ เราก็สูงแค่ 165-168ซม. เอง.. เพื่อนเราบางคนก็รุ้แล้วว่าเราชอบ แล้วก็หัวเราะกัน ว่า นักบาสอะไรตัวเล็กจัง เศร้าแทนเลยอ่ะ อาจจะเป็นเพราะว่ามันเป็นคนจีนแท้ก็ได้ เลยตัวเล็ก เพราะคนจีนส่วนใหญ่จะตัวเล็กๆกันทั้งนั้น หรือไม่ก็ แคลเซียมที่ควรจะไปเสริมส่วนสูงดันไปเสริมกล้ามเนื้อแทนน่ะสิ 

 

                เราเองก็ไม่ได้แอนตี้เรื่องความสูงนะ แต่ปกติแล้ว สเป็คเราควรจะเป็นผู้ชายที่ตัวสูงกว่า แต่พอจะไปชอบใครก็ดันกลายเป็นว่าเป็นคนตัวเล็กกว่าซะหมด ก็มีแค่รักแรกของเราอะ ที่ตอนนี้อยุ่ห้องเดียวกันน่ะ มันเป็นเพื่อนกับคนที่เราแอบชอบอยุ่ตอนนี้ด้วย พอมันสองคนไปยืนด้วยกัน คนที่เราแอบชอบ ตัวแค่ไหล่ของ คนที่เปนรักแรกอะ (ต่างกันมากไปมั้ย?T^T)  แต่มีสิ่งนึงที่เหมือนกันของสองคนนั้นนะ เป็นผู้ชายตี๋ๆด้วยกันทั้งคู่เลย หน้าออกแนวคนจีนอ่ะ เหอๆ สเป็คเราคงเปนแบบนั้น

                  สรุปว่ายังไงดี? แต่ก็นะ.. จะชอบกันมันไม่ได้อยุ่ที่ส่วนสูงนี่เนอะ เมื่อปัญหาแรกหมดไป ปัญหาที่2ก็ตามมา T_T

 

ปัญหาคือ..    มันเป็นนักบาส แล้วนอนที่โรงเรียน ตอนนี้งานเยอะมาก มันจะมีเวลาคุยกันมั้ยเนี่ย แล้วปัญหาใหญ่เลยคือ.. มันจะชอบเรารึเปล่าอ่ะ?

                      นั่นแหละ ที่กำลังกลุ้มใจ ไม่รุ้เหมือนกันว่าที่มันชอบมาแกล้งเหยียบเท้า เดินมาชนไหล่ แล้วก็อะไรต่อทิอะไร สารพัดจะแกล้ง มันจะรุ้สึกอะไรรึเปล่า กลัวว่าจะผิดหวัง หรือไม่ก็กลัวใจตัวเองกลัวจะเป็นเหมือนคนก่อนๆ กลัวว่าเราจะรักใครไม่ได้อีก กลัวว่าจะชอบแล้วจะรักไม่ได้ กลัว..etc เยอะแยะมากเลย ดูเหมือนพ่อกับแม่ก็จะโอเคกับคนนี้อยุ่ เพราะเล่าให้ฟงบ่อยๆ แล้วอีกอย่างมันก็เป็นคนจังหวัดเดียวกับพ่อด้วย (เกี่ยวกันมั้ยอ่ะ?)  เฮ้อ~~~

มากลุ้มเรื่องบ้าไรเนี่ยยยยยยยย!!~~

 

งาน!! ยังไม่เสร็จเลย มันไม่ใช่เวลาที่จะ

มานั่งคิดเรื่องพวกนี้นะว้อยยยย~~

พร่งนี้ต้องส่งแล้ว รีบไปปั่นดีกว่า

 

ฟิ้วววววววววววววววววววววววว~~~~

*ทบทวนภาษาญี่ปุ่น*~24/05/53

posted on 24 May 2010 23:37 by misa1994

นิฮงโกะ - ภาษาญี่ปุ่น

             เริ่มเรียนแล้วๆ... เปิดเทอมมาตั้งหลายวัน เรียนภาษาญี่ปุ่นไปตั้งหลายคาบ เพิ่งจะได้เรียนจริงๆจังๆก็วันนี้นี่แหละ

ก่อนนห้านั้นก็ฝึกพูดคำทักทายต่างๆ แล้วก็การแนะนำตัว

ทบทวนหน่อยดีกว่า เดี๋ยวลืมล่ะแย่เลย

ครั้งแรก..  โอฮะโยโกไซมัส  =  สวัสดีตอนเช้า(ใช้พูดประมาณตอนเช้า-ก่อนเที่ยง)

                 คนนิจิวะ              =  สวัสดีตอนเที่ยง(ใช้พูดประมาณตอนเที่ยง-ตอนเย็นๆ)

                 คมบังวะ               =  สวัสดีตอนเย็น (ใช้พูดประมาณตอนเย็นๆหรือ พลบค่ำ)

                 โอยาสึมินะไซ      =  ราตรีสวัสดิ์ (ใช้เป็นกันอยุ่แล้วเนอะ^_^)

 

ครั้งที่2..   เป็นการแนะนำตัว ใช้เฉพาะตอนที่เจอกันครั้งแรกนะ ส่วนการพูดตอนเจอครั้งต่อๆไป อ. ยังไม่ได้สอนเลย ฝึกพูดอยุ่คนเดียวจนพ่อถามว่า "บ้าป่ะเนี่ย"T^T

            ..ขั้นแรกเลย ต้องทักทาย ด้วย คำทักทายที่เขียนไว้ก่อนหน้าเนี้ย เช่นคำว่า โอฮะโยโกไซมัส คนนิจิวะ คมบังวะ แต่คำว่า โอยาสึมินะไซ ไม่ต้องไปพูดตอนแนะนำตัวนะ= =''

            ..ต่อด้วยการบอกชื่อ เป็นอย่างแรกเลย ข้อมูลอื่นๆจะบอกด้วยรึเปล่าก็ตามใจฉันอ่ะเน้อ

               ::  โอฮะโยโกไซมัส ฮะจิเมะมะชิเตะ วาตาชิวะ....(ชื่อตัวเอง)...เดส

                  =  สวัสดีค่ะ/ครับ ฉันชื่อ..(ชื่อตัวเอง)...ค่ะ/ครับ

                     วาตาชิ แปลว่า ฉัน ถ้าเป็นผู้ชายจะใช้คำว่า โบคุ แปลว่า ผม นั่นแหละ

               แล้วอาจารย์ก้อบอกข้อมูลเสริมต่างๆด้วย

                :: เป็นนักเรียนม.ปลายโรงเรียน...

                   = ..(ชื่อโรงเรียน).. โคโค โนะ ฮิจิเน็งเซ เดส"

                :: อายุ...ปี 

                   =..(เลขอายุ)..ไซ เดส  -  เราอายุ 15ปี ก็บอกว่า  "จูโกะไซ เดส"          

                :: ชื่อเล่นว่า..

                   = นิคุเนมู วะ..(ชื่อเล่น).. เดส -  เราชื่อ ออย ก็บอกว่า " นิคุเนมูวะ ออย เดส"

                :: ถ้าจะบอกเลขที่ของตัวเองหน้าชั้นเรียนอ่ะนะ

                  = บังโง วะ..(เลขที่).. เดส  - เราเลขที่ 32 ก็บอกว่า " บังโง วะ ซันจูนิ เดส "

            ..พอบอกข้อมูลอะไรเรียบร้อยแล้ว ก็จะจบด้วยการพูดฝากเนื้อฝากตัว อาจารย์บอกว่าการพูดฝากเนื้อฝากตัวเป็นอะไรที่สำคัญมากๆเลย เพราะจะพูดเป็นเชิงประมาณว่าขอความช่วยเหลือ ทำให้เขารุ้สึกดีที่มีคนพึ่งพาเขา แต่ถ้าเราไม่พูด เขาก็จะไม่สนใจ ถือว่าเราไม่ได้ขอ(ซะงั้นอ่ะ=__=)

                 :: โดโซะโยโรชิคุ โอเนะไงชิมัส

                    = ยินดีที่ได้รุ้จัก ฝากเนื้อฝากตัวด้วยนะคะ

 

              อ้อ! แล้วที่สำคัญ จะเห็นคำว่า ...เดส  , ...มัส อะไรพวกนี้ ลงท้ายประโยคทุกประโยคเลยเนอะ อาจารย์บอกว่า มันเป็นคำสุภาพ ถ้ามีคำว่า เดส , มัส ลงท้ายประโยค คนญี่ปุ่นได้ยินแล้วจะให้อารมณ์ประมาณว่า เราเป็นคนสุภาพมากๆ เขาก็จะไม่ทำกริยาไม่สุภาพกับเรา คำพูดที่พูดกับเราก็จะสุภาพด้วย

 

ครั้งที่3.. พูดขออนุญาติเข้าห้องเรียน คำพูดที่ใช้ในห้องเรียน สำคัญนะเนี่ยๆ เพระอาจารย์เข้าห้องเร็วๆมากๆ ถ้ามาไม่ทันก็ต้องขออนุญาตเข้าห้องเป็นภาษาญี่ปุ่น

                 ::  เซนเซ.. จิสึเรชิมัส

                   =  อาจารย์ครับ/คะ.. อนุญาตเข้าห้องครับ/ค่ะ

                  ตามมารายาทก็ต้องยืนรออยุ่ที่หน้าห้องจนกว่าอาจารย์จะอนุญาต บางคนมันพูดเสร็จแล้วเดินเข้ามาหน้าตาเฉย มันเป็นกริยาที่ไม่สุภาพเอามากๆเลย แล้วตอนยืนรอก็ต้องทำตัวให้เรียบร้อย ไม่ยืนล้วงกระเป๋า ทำหน้าตากวนอชิ(เท้า)อาจารย์ ไม่เช่นนั้น อาจจะได้ยืนอยู่หน้าห้องทั้งชั่วโมง อ่ะ! ถ้าอจารย์ อนุญาตให้เข้ามาได้ก็จะพูดว่า

                  ::   ไฮ้.. โดโซะ   (ไม่ใช่ให้ขนมโดโซะนะจ้ะ)

                    = ครับ/ค่ะ.. เชิญ

                แต่ถ้าไม่อนุญาตล่ะ จะพูดว่า..

                  ::  โซโนมาหมะ

                    =  ยืนอยู่ตรงนั้นนั่นแหละ  (ความหมายประมาณนี้อ่ะนะ)

           

             3-4วันที่ผ่านมา อาจารย์จะพูดประมาณนี้ ยังไม่เข้าไวยากรณ์อะไรเลย จนมาถึงวันนี้.. เพิ่งจะได้เรียนจริงๆจังก็วันนี้แหละ เริ่มบทแรกเลย ก็คือการฝึกเขียนตัวอักษรภาษาญี่ปุ่น จะเริ่มจากตัวอักษรฮิรางานะ แล้วก็จะต่อด้วย คาตาคานะ ส่วน คันจิ อาจารย์จะสอนไปพร้อมๆกับตัวอักษรทั้ง 2ชุดนี้

             ไม่อยากจะสารภาพเลยว่าลายมือเรา น่าเกลียดมากกก มากขึ้นเทพ T^T เหนลายมือเพื่อนแล้วอยากวิ่งเอาหัวไปมุกชักโครก ทำไมถึงเขียนตัวอักษรได้น่าเกลียดอะไรขนาดนี้ อาจารย์พูดปลอบใจว่า ฝึกเขียนบ่อยๆเดี๋ยวก็สวยขึ้น ชาติไหนมันจะสวยขึ้นล่ะเนี่ย เอาไว้วันไหนเขียนตัวอักษรได้สวยเมื่อไหร่ เดี๋ยวจะมาบอกละกันนะ

 

              ตัวอักษรฮิรางานะ มีทั้งหมด 46 ตัว วันนี้ก็เพิ่งจะเริ่มฝึกเขียนกันได้ 3 วรรคแรกนั่นแหละ ตามภาพเลย

v

v

        เดี๋ยวเอาไว้เรียน คาตาคานะ แล้วจะมาต่อนะจ้ะ วันนี้พอแค่นี้ก่อน เรียนมาแค่นี้แหละ เรียนแค่ 3-4ครั้งเอง เดี๋ยวถ้าได้ความรุ้มามากกว่านี้ จะมาอัพเดท (เอาไว้กันลืมเวลาสอบ 555)

 

ไปแล้ววว นอนดีกว่า พรุ่งนี้ก็มีเรียนญี่ปุ่นคาบแรกเลย

 

โอยาสึมินะไซ..

*หมายเหตุ : เนื่องจากคอมฯที่บ้านพิมภาษาญี่ปุ่นไม่ได้ ทำให้ไม่มีประโยคที่เป็นภาษาญี่ปุ่นให้ดู ขออภัยไว้ ณ ที่นี้

*Diary*~23/พฤษภา/2553

posted on 23 May 2010 23:21 by misa1994

23/05/2553 - อาทิตย์

             งานท่วมหัวเลยยยย~~ เฮ้อ ไม่รู้ว่างานจะเยอะแยะไปเพื่อใคร T_T ทำงานกันหัวปั่นเลยทีเดียว ก็ อ.วิทยาศาตร์น่ะสิ ให้รายงานมาตั้ง5เล่ม ให้ทำ 5เล่มเชียวนะ ยังดีที่ให้เวลา 3เดือน แต่มันจะไม่ทันเอาน่ะสิ!! T[]T!~ รุ้มั้ยทำไม? ก็เพราะ 5 เล่มที่อาจารย์ให้น่ะ "เขียนด้วยมือ"ทั้งหมดเลยอ่า แงๆๆ ร้องไห้กันไปตามๆกัน สิ้นเดือนนี้ก็เหมือนสิ้นใจ ไหนจะต้องส่งรายงานวิทย์อย่างน้อย1เล่ม ไหนจะต้องไปท่องบทอาขยานวิชา ภาษาไทย อีก งานยาวๆเลยอ่ะ งืออT^T

 

               เราคิดได้แล้วล่ะ ว่า จะเก็บความรู้สึกดีๆที่ให้กับคนๆนึงไว้อย่างงี้ตลอดไปดีกว่า เขาบอกแล้วว่า ไม่ให้ไปยุ่งด้วยอีก เขาบอกว่าไม่ชอบ รำคาญ ไม่อยากให้ยุ่ง คำพูดแรงๆพวกนั้น ทำให้เรารู้สึกตัวซักที เราควรจะเลิกยุ่งกับเขาตั้งนานแล้วด้วยซ้ำ ไปน่าไปยุ่งวุ่นวายให้เขาต้องใช้คำพูดแรงๆพวกนั้นกับเรา ถามว่าเจ็บมั้ยที่โดนว่าแบบนั้น? จะบอกว่าเจ็บมากๆเลย เราเองก็ไม่ใช่คนที่ความรุ้สึกอ่อนไหวอะไรมากหรอกนะ แต่เจอแบบนั้นก็เก็บน้ำตาไม่อยุ่เหมือนกัน ไม่น่าทำตัวน่าสมเพชแบบนั้น เป็นผู้หญิงซะเปล่า เราน่าจะคิดแบบนี้ได้ตั้งนานแล้ว เมื่อคืนก็นอนร้องไห้จนหลับไปตอนไหนไม่รู้ ตื่นมาตาบวมเป็นนกกระปูดเลย ฮ่าๆๆ หน้าตาตลกมากเลย ปกติก็น่าเกลียดอยู่แล้ว ยิ่งตาบวมๆยิ่งน่าเกลียดเข้าไปใหญ่ ฮ่ะๆๆ

                หวังว่าซักวันคงจะเจอคนที่ทำให้รุ้สึกดีๆได้มากกว่าคนๆนั้น เคยจะลองรักใครมาหลายคนแล้วนะ แต่ไม่เคยมีใครที่ทำให้รุ้สึกเหมือนคนนั้นซักที หรืออาจจะเป็นเพราะเรายึดติดกับความรู้สึกเก่าๆมากเกินไป จนไม่คิดถึงความรู้สึกใหม่ๆบ้างเลย แย่จังเลย~

 

                 พรุ่งนี้จะได้ไปโรงเรียนแล้วล่ะ เมื่ออาทิตย์ที่แล้วก็เรียนได้แค่2วันครึ่ง เพราะวันพุธที่แล้วก็เรียนได้แค่ครึ่งวัน เนื่องจากมาประกาศอะไรไม่รุ้คาดว่าคงจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับการเมือง ทำให้วันพุธคาบบ่ายก็กลับบ้านกัน แล้วก็หยุดยาวจนวันศุกร์เลย จะเปิดเรียนอีกทีก็วันพรุ่งนี้นี่แหละ เฮ้อ~ การเมืองหนอการเมือง เป็นอุปสรรคกับการเรียนเหลือเกิน T_T เอาล่ะ! พรุ่งนี้เปิดเรียนไป คาบเช้าก็เจอภาษาญี่ปุ่นเป็น2คาบแรกเลย ไหนจะภาษาไทยคาบสุดท้ายอีกล่ะ ต้องสอบท่องอะไรต่อมิอะไรเยอะแยะไปหมดเลย ชักจะเวียนหัวละ 555 อีก 3 ปีเอง ทนๆ สู้ๆ เดี๋ยวก็จบ! ^___^~~~

 

14/05/2010..เปิดเทอมแล้วววว~

posted on 15 May 2010 00:19 by misa1994

14-05-2010 เปิดเทอมแล้ว~~

           ดีใจนะที่เปิดเทอมแล้ว ตื่นเต้นมากๆ ได้ใส่ชุดม.ปลาย เห่ออย่างแรงเลย 55 ดีใจมาก แต่จะดีกว่านี้ถ้า อาจารย์ไม่จัดให้นักเรียน ญ กับ ช นั่งคู่กัน ที่ไม่อยากนั่งคู่ ก็ไม่ใช่ว่ารังเกียจอะไรหรอกนะ แต่อยากนั่งกับเพื่อนมากกว่า มันมีสมาธิกว่าอ่ะ

พอมีผู้ชาย(ที่ไม่รุ้จัก)มานั่งข้างๆ มันก็เขินๆอ่ะนะ 55+เขายิ่งหน้าตาดีอยุ่ เดี๋ยวหวั่นไหว อิอิ ล้อเล่นๆ ^_^ ก็พอไปเล่าให้แม่ฟัง แม่บอกว่า ก็ดีนะ = =" เอ่อ..มันดีตรงไหนคะแม่ แม่เลยบอกว่า "มันเป็นการทดสอบกำลังใจ(?) ไม่ไห้ไขว้เขวไปกับสิ่งรอบข้าง" แต่ถ้าไอ้สิ่งรอบข้างที่ว่ามันเปนแบบนี้ คงจะสมาธิกระจัดกระจายกันหลายคนนะคะ

 

เราเองก็ไม่ได้อะไรมากหรอก ก็นั่งๆ เรียนๆไป เพราะผู้ชายที่นั่งข้างๆเขาเรียบร้อย ไม่ค่อยพูดมาก(เหมือนเรา- -") เขาคงรำคาญเรามากเลย ฮ่าๆ เราคุยกับเพื่อนซะ 2ชม.รวดเลย หูเขาคงจะชาไปเลยล่ะ(บทลงโทษของคนที่นั่งข้างเราก็แบบนี้ล่ะ หุหุ) เขาก็น่ารักดีอ่ะนะ เป็นนักบาสด้วย แต่เรียนก็โอเคนะ คงไม่ลำบากมาก เขาเก่งภาษาจีนด้วยล่ะ พูดจีนคล่องเลย เห็นบอกว่า พ่อ-แม่เป็นคนจีน เขาก็เลยลงแผนอังกฤษ-จีน เรียบร้อยแล้วล่ะ คงจะเรียนสบายเลย อิจฉาเขาจังT^T

 

          อาจารย์บอกว่า แผนการเรียนอังกฤษ-ญี่ปุ่นจะแยกเป็น แผน อังกฤษ-จีนด้วย แต่ยังไงๆ เราก็ยังคงตั้งมั่นอยุ่ในภาษาญี่ปุ่นเรื่อยไป ภาษาญี่ปุ่นยังไม่รุ้จะไหวรึเปล่า จะให้ไปเรียนจีนอีกก็คงจะตายกันไปข้างนึงอ่ะ  

 

ได้นั่งใกล้คนที่เราแอบชอบด้วยล่ะ แอบรึเปล่าหว่า? ไม่รุ้จิ ก้อบอกไปแล้ว แต่ก็ยังเพื่อนกัน ที่บอกว่านั่งใกล้นี่ไม่ใช่คนข้างๆเรานะ แต่เขานั่งถัดไปอีกแถวนึง นั่งอยุ่กับผู้หญิง (ชิ๊~ หมั่นไส้) ได้ใกล้ๆกันแค่นั้นก็พอแล้วแหละ (เน่าได้อีกอ๊า~)

 

ก่อนจะไป.....

 

ประเทศไทย ร้อนโคตรรรรรร ! ! ~

 

Pre-Degree ม.รามฯ

posted on 12 May 2010 23:11 by misa1994

วันที่ 14 พ.ค.53 นี่ จะเปิดเทอมแล้ว ตื่นเต้นจัง อยากเปิดเทอมเร็วๆ >_

เมื่อตอนกลางๆเดือน มีเพื่อนมาถามว่า สนใจจะเรียน Pre-Degreeมั้ย? ตอนแรกอ่านเป็น เพ็ดดิกกรี(อาหารสุนัขอ่ะ) อิอิ มันอ่านแบบนั้นได้จริงๆนะ 55

Pre แปลว่า ก่อน Degree แปลว่า ระดับปริญญาตรี  รวมๆกันก็คือ การเรียนเตรียมปริญญาตรี ให้นักเรียนชั้น ม.4-6 เรียนได้ เป็นการเก็บสะสมหน่วยกิตเพื่อใช้เทียบโอนหน่วยกิตตอนที่เราจะเข้ามหาวิทยาลัย ถ้าสมมุติแบบอยากได้ปริญญาสองใบ ก็เรียนควบสองมหาวิทยาลัยเลยก็ได้ (ถ้าคิดว่าเรียนไหวล่ะก็นะ) เพราะถ้าเรียนพรี-ดีกรีจบแล้วต่อป.ตรีเลยก็อาจจะจบเร็ว

 

วันนี้! เลยไปสมัครเรียน Pre-degree ที่ ม.รามฯ คนเยอะมากเลย เวียนหัวเลยอ่ะ - -" แล้วก็ใช้เวลาอยุ่ใน ม.รามฯ กันนานมาก ดีนะเนี่ยที่พ่อกับแม่ขับรถไปส่ง ไม่งั้นเหนื่อยตายเลย ออกจากบ้าน 10 โมง ไปรับเพื่อนอีก3คนไปด้วยกัน กว่าจะถึงก็11โมงล่ะมั้ง แล้วก็เข้าไปสมัครกัน ไปแบบงงๆเลย อยุ่ๆพี่เขาก็ลากตัวพาไปเอาใบสมัครเฉยเลย แต่ก็ดีนะ เพราะเขามีรุ่นพี่คอยแนะนำวิธีการเขียนใบสมัคร พอเขียนใบสมัครกันเสร็จก็เอาใบไปส่ง ตรงนี้นี่แหละวุ่นวายได้อีก คนเยอะ ตาลาย อาจเป็นเพราะเราลืมเอาแว่นไปก็ได้มั้งเลยเห็นอะไรไม่ชัด ตอนที่สมัครกไม่รุ้ว่าใช้เวลาไปมากน้อยแค่ไหน แต่พอออกมาจากอาคารแล้วไปกินข้าว ไปเข้าห้องน้ำ ไปนู้น ไปนี่ กว่าจะรุ้ตัวอีกทีก็ 4โมงเย็นเข้าไปแล้ว เลยรีบๆกลับบ้านกันเพราะเพื่อนไปจะซื้อของต่ออีก งานนี้เลยเหนื่อยไปตามๆกัน แบบพอกลับถึงบ้านรีบขึ้นไปห้องนอนแล้วพอหัวถึงหมอนปุ๊บก็หลับปั๊บแบบนับยังไม่ถึง 10 วิ. เลยอ่ะ

 

ได้ซื้อหนังสือกันมาอีกคนละ 4-5 เล่ม แบกกลับบ้านกัน แต่ละเล่มนี่อ่านกันจนหน้ามืดแน่ๆอ่ะ ถ้าเทียบกับเวลาที่จะต้องอ่านหนังสือไปสอบตอนเดือน กันยา-ตุลา ที่เหนื่อยๆกันวันนี้มันก็แค่นิดหน่อยเอง เพราะตอนสอบมันเหนื่อยกว่านี้ 100เท่าแน่ๆ

 

ได้ยินหลายคนบอกมาว่าเรียนที่ ม.รามฯ แล้วจบยาก มีหลายคนเรียนไม่จบ ได้ยินแล้วรุ้สึกหวั่นๆแฮะ ไม่มั่นใจเท่าไหร่เลยว่าจะจบรึเปล่า เพราะลงไว้ 3 วิชา วันสอบไล่ๆกันเลย แต่เพื่อนเราคงเหนื่อยกว่าเราอีก เพราะลงวิชาเรียนกันไปคนละ 4-5วิชาอ่ะ = =" เรานี่ถือว่าลงน้อยที่สุดแล้วนะ

 

ไปนอนดีกว่านะเนี่ย นี่ก็ดึกแล้วไหนจะต้องท่องภาษาไทยอีก เพื่อนบอกว่าเปิดเทอมมาแล้วสอบท่องเลย  โอ้ยย~ จะเป็นลม~

----------------------------------------Diary End------------------------------------